URL :: E-commerce

posted on 17 Feb 2011 22:05 by faiilzz

edit @ 22 Feb 2011 18:50:19 by Suchada Thienkham 5206105391

งานครั้งที่4

posted on 09 Feb 2011 00:54 by faiilzz
1. ระบบตะกร้าสินค้าบน Ecommerce

ระบบตะกร้า (Shopping Cart)
 ระบบการชำระเงิน (Payment System)

ตะกร้าสินค้า(Shopping Cart )

เป็นชื่อที่ใช้เรียกซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนรถเข็นสินค้าที่ลูกค้าใช้ระหว่างการเลือกสินค้าบนเว็บไซต์ คือเป็นตัวเก็บข้อมูลต่างๆของสินค้าทุกชิ้นที่ถูกเลือกไว้แล้ว เช่น รหัสสินค้า ราคา และจำนวนสินค้า ในขณะที่ลูกค้ากำลังเลือกสินค้าอื่นอยู่หรืออยู่ระหว่างรอชำระเงิน ระบบนี้จะเอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถตรวจดูรายการสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ ย้ายสินค้าเดิมออก หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบชำระเงิน

องค์ประกอบของระบบตะกร้า

ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อจาก Online Catalog แล้วนำมาคำนวณราคาสินค้า รวมค่าขนส่งแล้วส่งต่อไปยังระบบการชำระเงิน

องค์ประกอบหลักของระบบตะกร้า

การรับชำระเงิน

ระบบตะกร้าหรือรถเข็น

ระบบแบบเติมตัวเลขจำนวนสินค้า

ระบบคลิกหยอดสินค้าลงตะกร้าที่ละชิ้น

รูปแบบของตะกร้าสินค้า

สามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ

1. แบ่งตามลักษณะการแสดงผล

 -ตะกร้าแบบระบบเฟรม

 -ตะกร้าแบบ Pop-up

2.แบ่งตามรูปแบบของตะกร้า 

        2.1 ตะกร้าแบบค้าส่ง

          Minimum Order  และตั้งราคาแบบ F.O.B (Free on board)     F.O.B (Free on board) คือ ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว เหมือนเราไปรับเองหน้าโรงงาน หากไม่ไปรับเอง ค่าขนส่ง และค่าประกันสินค้าเสียหายขณะขนส่งผู้ซื้อจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

2.2 ตะกร้าแบบเพิ่มยอดขาย

           เป็นระบบตะกร้าที่จะคำนวณส่วนลดให้  โดยเมื่อปริมาณของสินค้าถึงระดับที่กำหนดจะได้รับส่วนลดทันที เช่น   เมื่อซื้อเก้าอี้ครบ 20 ตัวจะได้รับส่วนลด 10%  หรือเป็นการขายแบบผูกขาด เช่น   เมื่อซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์จะต้องซื้อเก้าอี้ไปด้วย

2.3 ตะกร้าเพื่อการส่งออก

2.4 ตะกร้าแบบเฉพาะตัวแทนจำหน่าย

         เป็นตะกร้าที่ใช้เฉพาะกลุ่ม  โดยผู้ใช้จะเป็นตัวแทนของบริษัทเป็นผู้เข้ามาซื้อสินค้า  ระบบตะกร้าแบบนี้จะมีระบบการยืนยันการสั่งซื้อ, การใช้ชื่อและ รหัสผ่านในการเข้ามาซื้อสินค้า เพื่อให้ทราบถึงตัวตนจริงของตัวแทนจำหน่าย  และมีการแบ่งประเภทและคุณสมบัติของตัวแทนจำหน่ายแต่ละราย

2.5 ตะกร้าแบบลับเฉพาะ

        มีลักษณะเดียวกับตะกร้าแบบส่งออก ต่างกันเพียงแต่จะปิดราคาไว้ให้เฉพาะสมาชิกหรือผู้ที่รู้จักเท่านั้นจึงจะเข้ามาได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักจะต้องลงทะเบียน เพื่อขอรับรหัสในการ login เพื่อเข้าไปซื้อสินค้า

2.6 ตะกร้าแบบแก้ไขรายละเอียดสินค้าได้
    เป็นตะกร้าที่สามารถปรับเปลี่ยน Spec. หรือคุณสมบัติต่างๆ ของสินค้าที่สั่งซื้อได้และสามารถคำนวณราคาของสินค้าตามคุณสมบัติที่ปรับเปลี่ยนไปได้


 

2.Hosting
 
     Hosting ( Hosting, Web Hosting) คือ การเช่าพื้นที่เว็บไซต์ หากคุณต้องการมีเว็บไซต์ ก่อนอื่นคุณต้องจดโดเมนเนมก่อน จากนั้นคุณต้องจ้างให้คนทำเว็บให้ แล้วจึงเช่า Hosting เพื่อเก็บเว็บไซต์ คุณสามารถเช่า Hosting พร้อมจดโดเมนเนมได้ (โดเมนเนมคือชื่อเว็บไซต์เช่น www.chaiyohosting.com เว็บไซต์ของ chaiyohosting ) หากคุณเช่า Hosting และ จดโดเมนเนมที่เดียวกัน คุณก็สามารถใช้เว็บไซต์ได้ทันทีสรุปแล้ว Hosting คือการให้บริการรับฝากเว็บไซต์ โดย ราคานั้นจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ หากคุณใช้พื้นที่ทำเว็บไซต์น้อย คุณก็เช่า Hostingโดยเลือกพื้นที่ Hosting ไม่ต้องมากนักเป็นต้น หากคุณใช้อีเมล์ คุณก็ต้องเลือก Hosting ที่มาพร้อมกับอีเมล์ใช้ Hosting ที่ไหนดี
  • Hosting มีกี่แบบ
           Web Hosting นิยมกัน แบ่งตาม OS คือ ก็มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ ๆ ที่เป็น UNIX กับ ที่เป็น Windows ที่เป็น UNIX ส่วนใหญ่จะนิยม ใช้ Linux ตระกูลต่าง ๆ แล้วก็พวกตระกูล *BSD เพราะส่วนใหญ่สามารถหามาใช้ได้ฟรี ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ ส่วนที่เป็น Windows ก็จะนิยมใช้ Windows 2000 สำหรับในบ้านเรา hosting ที่เป็น *BSD มีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่มาใช้ในเว็บส่วนตัวไม่นิยมทำ hosting ให้เช่า ส่วน เรื่อง คุณภาพ ของระบบใดจะดีกว่าก็ แล้วแต่ ความเหมาะสมของ Features ของ website นั้นๆ  
 
  • Hosting ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
  1.    Hosting นั้นต้องไม่ล่มบ่อย ควรที่จะ Uptime 99.99%
  2.    Hosting นั้นต้องมีระบบป้องกันไวรัสและสแปม ควรได้ผลอย่างต่ำ 90%
  3.    Hosting นั้นต้องมี ระบบสำรองข้อมูล อย่างต่ำควรเป็น Weekly Backup
  4.    Hosting นั้นต้องเปิดเว็บได้รวดเร็ว ไม่โหลดข้อมูลนาน
  5.    Hosting นั้นต้องน่าเชื่อถือ ควรเป็นบริษัท ที่เปิดมานาน มีฐานลูกค้าที่มีเชื่อเสียงเยอะพอหาก Hosting  ที่คุณเลือกมีคุณสมบัติตามนี้ครบถ้วน คุณไม่ต้องลังเลใจ ใช้บริการกับ Hosting นั้นได้เลย
  • ขั้นตอนการสมัคร (แบบใช้ฟรี) 
1.  ทำการสมัครสมาชิกโดยเปิดเว็บไซด์ www.dyndns.com กด Sign in > Create an Account
 
 
 
2.  กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน แล้วกดปุ่ม Create Account
 
3.จะมีข้อความบอกว่าได้ส่งการยืนยันไปยัง e-mail ที่เราใช้สมัครสมาชิก  คลิกยืนยันใน e-mail เพื่อยืนยันการ
สมัครสมาชิกของเว็บไซด์
 
4.เสร็จสิ้นการสมัครสมาชิก ต่อไปให้กดเข้าไปที่ My Account 
 
 5.เลือกที่ My Host และ Add New Hostname
 
6.กรอกข้อมูล กดข้อความในกรอบสีแดงเพื่อยืนยัน IP Address แล้วกด Add to Cart 
 
7.คลิกที่ปุ่ม Activate Services สิ้นสุดขั้นตอนการสมัคร Host 
 
 
 

3.เทคนิคการโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Search Engine

1. Study

  ทำการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ คีเวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เว็บหรือบล็อกของเรา รวมไปถึงคีเวิร์ดที่ไกล้เคียงกันให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับอะไร คำค้นหาหลักอะไร หรือ สินค้าอะไร ได้ยิ่งดีเอาแบบตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพราะถ้าหากว่าทำแบบกว้าง ๆ อาจไม่ได้ผลในทางที่เป็นการค้าหรือธุรกิจควรให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

2. Website Optimization

  ทำการปรับปรุงเนื้อหา และ การปรับแต่งเว็บเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการ SEO ตามแบบฉบับที่เหมาะสม หลักการก็คือพยายามใช้ HTML แบบโบราณให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นจะทำให้ Search Engine ชอบมาก ๆ ครับ ถ้าหากไม่ทราบแนวทางในการปรับแต่งสามารถศึกษาข้อมูลการปรับแต่งแบบโบราณได้จาก W3C 

3. Website Submission

  คือการส่งบัติเชิญเหล่า Search Engine ต่าง ๆ ให้มาเก็บข้อมูลที่เราได้ทำการปรับปรุงใหม่นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับการ Index ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไปและเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลให้กับ Search Engine ด้วยครับ

4. Evaluation

  ทำการติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความเคลื่อนไหวในการติดอันดับในระดับต่าง ๆ และ คีเวิร์ดต่าง ๆ ด้วย


5. Fine Tuning

  ปรับปรุงเนื้อหาของเว็บไซต์ หรือ บล็อกของเราตลอดเวลาครับ หรือ ทุกวันได้จะดีมากครับเพราะจะทำให้ Robot ของ Search Engine เข้ามาทำการเก็บข้อมูลบล็อก หรือเว็บของเราเป็นประจำ ข้อสำคัญต้องสอดคล้องกับ Keyword ของเราด้วย


 

งานครั้งที่ 3

posted on 02 Dec 2010 16:08 by faiilzz
1.อธิบายกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
 
   -  ในการที่ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าหนึ่งนั้น จะต้องมีกระบวนการตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงทัศนคติหลังจากที่ได้ใช้สินค้าแล้ว ซึ่งสามารถพิจารณาเป็นขั้นตอนได้ดังนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การมองเห็นปัญหา (Perceived problems)
2. การแสวงหาภายใน (Internal search)
    2.1 การตัดสินใจซื้อ (Decision)
    2.2 หยุดการตัดสินใจ (Abortion)
3. การแสวงหาภายนอก (External search)
    3.1 การหาข้อมูลจากการโฆษณา
    3.2 การไป ณ จุดขาย
    3.3 การโทรศัพท์
    3.4 การขอพบพนักงานขาย
    3.5 การไต่ถามจากผู้เคยใช้สินค้า
    3.6 การหาข้อมูลโดยวิธีอื่น ๆ
4. การประเมินทางเลือก (Evaluation)
    การจับคู่ระหว่างมาตรการในการเลือกซื้อ (Criteria) กับจุดเด่นของสินค้า (Feature)
5. การตัดสินใจซื้อ (Decision making)
     5.1 การสร้างความแตกต่าง (Differentiation)
     5.2 ลดอัตราการเสี่ยงในความรู้สึกของผู้บริโภค (Reduced perceived risk)
     5.3 การสร้างสิ่งล่อใจ (Incentives)
6. ทัศนคติหลังซื้อ (Post – attitudes)

2.ยกตัวอย่างผู้บริโภคออนไลน์มา 5 ประเภท

1. เป็นผู้ที่ชอบหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
2. เป็นผู้ที่เวลาส่วนใหญ่ใช้กับการเล่นอินเตอร์เน็ต
3. เป็นผู้ที่ชอบความสะดวกสบาย
4. เป็นผู้ที่ชอบสินค้าราคาถูก
5. เป็นผู้ที่ต้องการสินค้าแต่ไม่ชอบที่จะไปซื้อด้วยตัวเอง  
3.การเข้าสู่คลาด E-commerceขององค์กรทำได้อย่างไร
1. เลือกมืออาชีพ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด การใช้มืออาชีพเฉพาะด้านก่อให้เกิดศักยภาพ และลดต้นทุนได้มากกว่าการจัดตั้งแผนกขึ้นในองค์กร เพียงแต่ต้องเลือก "มืออาชีพ" ที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง มีประสบการณ์เฉพาะด้านพร้อมสมบูรณ์ ไม่ใช่นำองค์กรของคุณมาเป็นหนูทดลองรายแรก หลักสำคัญในการเลือกมืออาชีพดูได้จากผลงานที่ผ่านมา ยิ่งมีประสบการณ์มาก โอกาสผิดพลาดย่อมน้อยลง

2. เลือกองค์ประกอบของ Website เป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกมืออาชีพเลย องค์ประกอบหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ แนวความคิดในการเข้าสู่ตลาด (Creative Idea) กลยุทธ์ในการทำธุรกิจบน Internet (E-Business Strategy) หลักและทิศทางในการออกแบบ (Art Direction) ความเข้าใจในเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware Knowledge) พื้นที่ที่ใช้จัดเก็บ Website (Web-Hosting) ความเข้าใจในเรื่องโดเมนเนม (Domain Name Knowledge) หรือชื่อ Website รวมถึงบุคลากรที่จะรองรับ E-Commerce ของคุณ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดคุณต้องการ 1 คนที่เป็นพนักงานของคุณแน่ ๆ แต่ถ้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายคงจะต้องเป็น "ตัวคุณ" เอง

3. กำหนดงบประมาณ คุณต้องกำหนดค่าใช้จ่ายในการจัดทำ Website และค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดเพื่อ Website อีกหนึ่งส่วน โดยทั่วไปการจัดทำ Website ประเภท E-Commerce มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ 200,000 บาทขึ้นไป จนถึงระดับ 30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและประเภทธุรกิจ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการทำการตลาดเพื่อ Website นั้น แปรผันตามการลงทุนของคุณ ยิ่งคุณลงทุนในส่วนนี้มาก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมาก


4.เพราะเหตุใดราคาสินค้าในE-commerceต่ำกว่าราคาตามท้องตลาดทั่วไป

        การขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตนั้น สามารถลดต้นทุนในค่าดำเนินการต่างๆ ไปได้มาก เช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าพนักงานขาย ค่าน้ำ ค่าไฟ ดังนั้นจึงทำให้ต้นทุนส่วนนี้ สินค้าหลายประเภทจึงสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าช่องทางการค้าปกติ

อีก ประการหนึ่งการขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไม่จำเป็นต้อง สต๊อกสินค้าเป็นจำนวนมาก เพราะลองทำ สินค้าตัวอย่างขึ้นมา แล้วประชาสัมพันธ์ให้คนเข้ามาดู หากสนใจจึงค่อยผลิต โดยวิธีการเหล่านี้ก็ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบได้มาก และเมื่อผลิตแล้วก็สามารถสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด อย่างไรก็ตาม หากจำหน่ายสินค้าที่จับต้องได้ (ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ ซึ่งเมื่อผู้ซื้อชำระเงินเสร็จแล้วก็สามารถดาวน์โหลดได้ทันที-ไม่ต้องมีค่า ขนส่ง) ผู้ซื้อก็ต้องจ่ายค่าขนส่งอยู่ดี ผู้ประกอบการบางรายที่คิดจะทำการค้าขายในต่างประเทศ จึงเกรงว่าหากตั้งราคาสินค้า 10 เหรียญ แต่เมื่อรวมค่าส่ง 20 เหรียญแล้ว ผู้ซื้ออาจจะลังเลไม่ซื้อสินค้านั้นก็ได้

5.วัตถุประสงค์ของการทำการวิจัยตลาดในธุรกิจ

     - เพื่อเพิ่มช่องทางในการทําการตลาดและขยายช่องทางในการจัดจําหน่ายสินค้า 
     - เพื่อเเสวงหาทางเลือกในการประกอบธุรกิจ

6.บอกข้อแตกต่างของ Cookies Spyware และ Web Bugs

       Spyware คือ โปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง (สปาย) การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ สปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดหน้าต่างโฆษณาบ่อย ๆ แต่บางตัวร้ายกว่านั้น คือ ทำให้คุณใช้อินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปเว็บไหน ก็จะโชว์หน้าต่างโฆษณา หรืออาจจะเป็นเว็บประเภทลามกอนาจาร พร้อมกับป๊อปอัพหน้าต่างเป็นสิบ ๆ หน้าต่าง

        Cookies คือ ข้อมูลขนาดเล็กที่จะถูกส่งไปเก็บไว้ในบราวเซอร์ของท่านเพื่อทำการเก็บข้อมูลการเข้าเยี่ยมชม เมื่อท่านเปิดเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอีกครั้งในคราวหลังเครื่องก็จะจำได้ทันทีว่าท่านเคยเข้ามาเยี่ยมชมแล้ว

        Bug เว็บคือ ข้อผิดพลาดทางเว็บเป็นกราฟิกบนหน้าเว็บหรือข้อความอีเมลที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบผู้ที่อ่านหน้าเว็บหรือข้อความอีเมล  ข้อผิดพลาดทางเว็บมักจะมองไม่เห็นเป็นขนาดของมันมีเพียง 1 พิกเซลโดย 1 พิกเซล มันจะแสดงเป็นแท็ก IMG  กราฟิกใด ๆ ที่ใช้สำหรับการตรวจสอบเป็นปัญหาเว็บ  ทุกภาพ gif ที่มองไม่เห็นไม่ได้เป็นโรคจิตเว็บเป็นบางส่วนใช้เพื่อวัตถุประสงค์การจัดตำแหน่ง  Web มีข้อบกพร่องหรือที่เรียกว่าเคลียร์กิฟท์ หรือ 1 โดย 1 gifs หรือ gifs ที่มองไม่เห็น

 
7.ระบุสินค้าในแต่ละระดับของตลาด
 
    - Mass Marketing
       บรีส
       ใกล้ชิด
       นีเวีย
    - Direct Marketing
       Amway
       Giffarin
       Unicity
    - Niche Marketing
       ผ้าอ้อมเด็ก
       ดีแทค
       ผ้าอนามัย
    - One to One Marketing 
       รองเท้า
       แหวน
       ชุดแต่งงาน
8.จากประสบการณ์การใช้อินเตอร์เน็ตของ นศ. ให้ยกตัวอย่างเว็ปไซต์ที่ชื่นชอบหรือเข้าไปใช้บริการอยู่เสมอ และอธิบายเหตุผลที่เลือกใช้บริการจากเว็ปดัง
กล่าว

      เว็ปที่ชอบหรือเข้าไปใช้บริการบ่อยก็คือ www.mthai.com เพราะในเว็ปนี้ มีทั้งข่าวสาร สิ่งบันเทิงต่างๆ
รวมถึงคลิปต่าง ๆ ที่แต่คนละจะนำมาแชร์กัน และก็มีเกมให้เล่นเพื่อ ความบันเทิง การดูดวงที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
 
9.ให้ นศ. เข้าเว๊บ Nike.com และ jaguar.com , cafepress.com ให้ทดลองปรับสินค้าแล้วให้แสดงความคิดเห็น
 
    ในเว็ปสามารถเข้าเลือกหาสินค้าที่ต้องการได้ง่าย เว็ปไซต์มีความสวยงาม ทันสมัย สามารถเห็นสินค้าได้เลย แต่บางทีสินค้าที่เห็นอาจจะไม่เหมือนกับของจริง หรือว่า ในรูปอาจจะดูดีเกินไป แต่ก็เป็นเว็ปไซต์ที่มี ความน่าเชื่อถือดี 
       
      
 
 
 

edit @ 2 Dec 2010 21:48:59 by Suchada Thienkham 5206105391